บทสัมภาษณ์พิเศษ "ตฤณ ตัณฑเศรษฐี" ผู้บริหาร "ไอเน็ต" กับเหตุธรณีพิบัติภัย “สึนามิ” เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ อันเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากจะลืมเลือนของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ.. จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๑ ปีที่หลายคนอาจจะคิดว่าคราบน้ำตานับหมื่นนับแสนได้แห้งเหือดไปจากใบหน้าของผู้ประสบภัยและญาติพี่น้องแล้ว หากในความเป็นจริงมันยังคงเปรอะเปื้อนอยู่ในใจใครหลายต่อหลายคนที่มีส่วนร่วมในความทรงจำวันนั้น... อย่างน้อย ๆ ก็ยังอยู่ในใจของผู้ชายชื่อ “ตฤณ ตัณฑเศรษฐี”
๑ ปีสึนามิ กับ “ตฤณ ตัณฑเศรษฐี”
นับตั้งแต่เกิดเหตุธรณีพิบัติภัย “สึนามิ” เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ อันเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากจะลืมเลือนของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ.. จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๑ ปีที่หลายคนอาจจะคิดว่าคราบน้ำตานับหมื่นนับแสนได้แห้งเหือดไปจากใบหน้าของผู้ประสบภัยและญาติพี่น้องแล้ว หากในความเป็นจริงมันยังคงเปรอะเปื้อนอยู่ในใจใครหลายต่อหลายคนที่มีส่วนร่วมในความทรงจำวันนั้น... อย่างน้อย ๆ ก็ยังอยู่ในใจของผู้ชายชื่อ “ตฤณ ตัณฑเศรษฐี”
ในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะคนทำเว็บ น้อยคนจะไม่เคยได้ยินชื่อเขา เพราะเขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) Internet Thailand หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ไอเน็ต” Internet Service Provider เจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งของเมืองไทย... เมื่อปี ๒๕๓๖ ในขณะที่เป็นอาสาสมัครที่เนคเทค (NECTEC) เขาเป็นผู้ดูแลเว็บคนแรกของเนคเทค ซึ่งเว็บนี้ก็เป็นเว็บแห่งแรกของประเทศและเป็นตัวที่ ๒๕๐ ของโลก คนอินเทอร์เน็ตคนนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์สึนามิ? นี่เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ว่ากันว่าในช่วงเวลาสำคัญ เวลาคับขัน คนเรามักจะจำได้ว่า ตอนนั้นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ตฤณเริ่มต้นย้อนหลังความทรงจำในช่วงต้นปีที่ผ่านมากับสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยว่า
“ตอนเช้าวันอาทิตย์นั้น ผมนอนอยู่ที่บ้าน น้องชายโทรมาบอกว่าเรื่องใหญ่แล้ว ที่ภาคใต้มีคลื่นยักษ์สึนามิ ผมก็ตกใจมากรีบติดต่อหาน้องสาวตัวเองเพราะ ครอบครัวของน้องสาวผม เขามีโรงแรมอยู่ที่เกาะพีพี ในขณะนั้น ทุกคนอยู่ที่ภูเก็ต กำลังจะเตรียมตัวไปเกาะพีพีในเช้าวันนั้น ไอเน็ตเองก็มีสาขาภูเก็ตที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลด้วย
เคราะห์ดีที่ครอบครัวของน้องสาวของเขาและพนักงานของไอเน็ตสาขาภูเก็ตปลอดภัยทุกคน แต่จากการที่เกิดเหตุที่มีผู้บาดเจ็บ สูญหาย และเสียชีวิตจำนวนมาก ตฤณก็คิดขึ้นมาได้ว่าในฐานะ “คน” คน หนึ่ง เขาจะทำอะไรได้บ้าง
ต่อมา ตฤณพบว่ามีเว็บบอร์ดหลายแห่งที่แจ้งรายชื่อคนสูญหายและเสียชีวิต แต่รายชื่อกลับเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับชาวต่างประเทศในการค้นหา ผู้สูญหาย หรือญาติ เขาจึงลองหารายชื่อของชาวต่างประเทศที่สูญหาย ซึ่งหาตัวเจอ ๔-๕ คน แล้วส่งอีเมล์ไปบอกญาติผู้ประสบภัย และได้รับคำขอบคุณกลับมาจากญาติพี่น้องของผู้ประสบภัยมากมาย และเขาก็เริ่มเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการค้นหารายชื่อผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหายและผู้เสียชีวิต
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตฤณ เกิดความคิดที่จะทำเว็บไซต์ที่จะช่วยในการค้นหาผู้สูญหาย โดยดึงข้อมูลมาจากเว็บไซต์ที่มีรายชื่อผู้สูญหาย ถึง ๑๘ เว็บไซต์ ซึ่งจากฐานข้อมูลทั้งหมดนั้น มีข้อมูลรวม ๑๖๘,๐๐๐กว่ารายการซึ่งเมื่อ ตัดข้อมูลที่ซ้ำกันออกแล้ว เหลือชื่อผู้สูญหายประมาณกว่า ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงเหลือรายชื่อผู้สูญหายที่ยังหาไม่พบอยู่อีกประมาณ ๖,๕๐๐ ชื่อ และคาดว่ายังมีอีกจำนวนมากที่ไม่อยู่ในระบบ นี่คือที่มาของเว็บไซต์ www.inet.co.th/tsunami ซึ่งแม้จะไม่มีการประชาสัมพันธ์ แต่ก็ปรากฏอยู่ในลำดับสูงของ Google และเป็นที่รู้กันดีในบรรดาญาติของผู้ประสบภัยในต่างประเทศ
ในระยะแรกของการทำเว็บไซต์เพื่อค้นหาผู้สูญหายนี้ ตฤณใช้สิทธิลาพักร้อนจากงานที่บริษัทฯ มาทำเว็บไซต์เพื่อช่วยเหลือในการค้นหานี้ ตลอดระยะเวลา ๑ เดือนเต็ม โดยใช้ทำงานวันละ ๒๐ ชั่วโมง นั่นหมายความว่าเขาจะมีเวลานอนกับกินข้าวเหลือเพียงวันละ ๔ ชั่วโมงเท่านั้น...
จากจำนวนชั่วโมงทำงานที่มากมายขนาดนั้น เชื่อได้ว่าขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์ที่ก่อประโยชน์ให้กับสาธารณชนอย่างมหาศาลนั้นจะต้องมากมายและซับซ้อน ซึ่งตฤณก็เริ่มอธิบายถึงช่วงเวลาวิกฤตนั้นอย่างหลั่งไหลออกมาว่า
“การทำเว็บเพื่อค้นหาผู้สูญหาย บาดเจ็บและเสียชีวิต จะยากตรงที่ ฐานข้อมูลจาก ๑๘ แหล่งข้อมูลของไทยเป็นข้อมูลที่มีรูปแบบฐานข้อมูลต่างกัน บางฐานฯ ใช้ PHP/MySQL ต้องอ่านมาทีละหน้า ส่วนบางฐานฯ เป็น Excel ซึ่งต้องดาว์นโหลดมาเปิดอ่าน ถ้าหากเขียนโปรแกรมเพื่อจัดการฐานข้อมูลดังกล่าวจะต้องเสียเวลามาก ถ้าไม่ใช้โปรแกรมแต่ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเริ่มกระบวนการประมวลข้อมูลใหม่ทุกครั้ง ไม่ทันต่อเหตุการณ์แน่ ๆ
“ผมใช้ Google.com ในการ Search หาเครื่องมือที่จะใช้จัดการกับฐานข้อมูลที่ต่างรูปแบบเหล่านี้ ซึ่งในที่สุดผมก็ได้พบโปรแกรมที่เหมาะสม เป็นโปรแกรมของต่างประเทศ (บริษัทของอเมริกาบริษัทหนึ่ง) ผมเลยเขียนไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็ให้ความอนุเคราะห์ให้ใช้โปรแกรมดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งที่จริงแล้วโปรแกรมนี้ปกติจะมีค่าใช้จ่ายตกปีละ ๙,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ”
ในระบบที่ตฤณสร้างขึ้นนั้น นอกจากจะสามารถค้นหาผู้สูญหายได้แล้ว ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย เช่น หากต้องการมารับศพจะต้องนำหลักฐานใดมาบ้าง โดยประสานงานกับ OneThailand.com ซึ่งค่อนข้างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งในเวลาต่อมาเว็บไซต์ที่ตฤณสร้างขึ้น ก็มีชาวต่างประเทศสนใจและทำ Mirror site ไปยัง Hosting ที่อยู่ในลอนดอน ที่ประเทศอังกฤษเพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย ซึ่งตฤณเพิ่มเติมว่าตอนนั้นอินเทอร์เน็ตแน่นมาก ประชากรอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกต่างแห่มาดูข้อมูลจากประเทศไทย ข้อมูลเรื่องผู้ประสบภัยไม่มีที่ไหนเลยที่สู้เมืองไทยได้ ดังนั้นวงจรอินเทอร์เน็ตช่วงนั้นก็แน่นมาก พอตั้ง mirror site ที่บนแบ็คโบนของยุโรป คนในยุโรปก็อ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น ๒๐ เท่า ตามงานวิจัยของบริษัทฟินแลนด์ ตฤณบอกกับเราต่อไปถึงขั้นตอนการทำงานโดยรวมว่า
“ทุกวันนี้งานหลักของ www.inet.co.th/tsunami มีสองส่วนคือการติดตามรายชื่อและจำนวนผู้ประสบภัยกับผู้สูญหาย ซึ่งข้อมูลทั้ง ๑๖๘,๓๐๐ ระเบียนนั้น ได้มาจากแหล่งข้อมูลของราชการ ๑๘ แหล่งที่เผยแพร่สู่สาธารณะบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากระบบข้อมูลของราชการหยุดดำเนินการไปเมื่อใด งานติดตามรายชื่อและจำนวนก็จะหยุดเมื่อนั้น
“งานอีกส่วนหนึ่งคือการติดตามรวบรวมข่าวสารที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย ความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่องค์กร มูลนิธิ รัฐบาล หรือประชาชนของประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องผู้ประสบภัยของเรา ข่าวสารต่าง ๆ เหล่านี้เลือกมารวมกันไว้ที่เว็บนี้เว็บเดียวเพื่อที่จะเป็นเว็บท่า (Portal) สำหรับผู้ที่ติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิเฉพาะในเขตประเทศไทย
“มีการใช้โปรแกรมแปลภาษา ในระยะหลังเว็บต่างประเทศอื่น ๆ ก็มาขอวิธีการไปใช้ วิธีการนี้ทำให้ข้อมูลบนเว็บที่เป็นภาษาอังกฤษทั้ง ๓๐๓ เมกะไบต์ กลายเป็น ๑๒ ภาษา ภาษาละ ๓๐๓ เมกะไบต์ ปรับเปลี่ยนเองทันทีที่ข้อมูลถูกปรับปรุงในภาษาอังกฤษภาษาเดียว เว็บในลักษณะของ www.inet.co.th/tsunami นี้ คงจะมีอยู่แห่งเดียวในโลกเท่านั้น คนทำเว็บ บ้าเลือดทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
"สำหรับการอัพเดท www.inet.co.th/tsunami ช่วงแรกสุดทำตลอดเวลา พอผ่านไปสักสองเดือนเขาจะเข้าไปอัพเดทวันละ ๔-๕ รอบ แต่ช่วงก่อนครบรอบปีนี้ลดลงเหลือวันละ ๑ รอบ แต่พอใกล้ช่วงครบรอบปี ก็เพิ่มเป็นคืนละ ๔-๕ ชั่วโมงทุกคืนเพราะข่าวสารเยอะมากออกมาพร้อมกันหมดเลย แต่ถามว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำอีกไหม ผู้บริหารไอเน็ตกล่าวว่าเขาจะไม่ทำแบบนี้แล้ว เพราะเป็นวิธีที่ไม่ดี แต่ต้องการทำเป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information exchange) แบบที่ใช้กับเหตุการณ์พิบัติภัยจะดีกว่าแบบปัจจุบันซึ่งไม่สามารถประสานงานกันได้อย่างดีพอ ระบบรวมศูนย์ขยายตัวลำบาก ต้องใช้ P2P
บทสนทนาระหว่างผู้บริหารไอเน็ตกับสมาคมฯ เริ่มเงียบลงหลังจากเราถามถึงเว็บไซต์บรรเทาทุกข์สึนามิที่เขาทำ… มาถึงจุดนี้ทางสมาคมฯ จึงต่อยอดประเด็นต่อไปว่า แล้วมันจะจบลงเมื่อไหร่? จบแล้วเขาจะทำอะไรต่อ?
“ตั้งแต่ผมเริ่มทำเว็บตัวนี้ขึ้นมา ผมก็ได้ส่งโจทย์วิจัยไปให้เนคเทค (NECTEC) พิจารณาหลายอัน สถานการณ์ของเว็บนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลกเนื่องจากเกี่ยวพันกับคนจากหลายวัฒนธรรม อย่างเวลาเราพบศพผมแดง คนต่างชาติมีคำเรียกคนผมแดงตั้งหลายคำ ดังนั้นการ Match ตรง ๆ จึงได้ผลที่ไม่ดีพอ อาจจะต้องมีชั้นของ "พจนานุกรมคำพ้อง" ขึ้นมาด้วยซ้ำ
“ส่วน Mirror ที่อยู่ที่ลอนดอน http://tsunami.magenta.net/tsunami เป็นความร่วมมือของ “ไอเน็ต” กับบริษัทในฟินแลนด์ ไม่มีกำหนดปิด ผมพยายามเจรจากับบริษัทนี้ให้เข้ามาเปิดสำนักงานภูมิภาคในเมืองไทยโดยขอให้เขาพิจารณาภูเก็ตก่อน เพื่อที่จะได้กระจายงานไอทีออกไปสู่ภูมิภาค ไปช่วยทางใต้ด้วย
“โปรแกรม Web mining ที่บริษัทอเมริกันให้ความช่วยเหลือ License หมดอายุไปหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่ขอต่ออายุไป เขาก็กรุณายืดอายุโปรแกรมให้ทุกทีเพราะเขารู้ว่าเราใช้โปรแกรมของเขาเพื่อวัตถุประสงค์ในการรวบรวมชื่อและสถานะของผู้ประสบภัยอย่างเดียวไม่ได้เอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นไปในเชิงการค้า”
แต่ทั้งหมดนี้ตฤณเล่าว่า ระหว่างที่เขาทำงานลงไปคลุกในรายละเอียดนั้น ระหว่างทางเขายังได้เจอกับเรื่องราวดี ๆ ประสบการณ์ดี ๆ หลายเรื่อง เขาจึงได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำใจของคนไทยไว้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือบทความพวกนี้มักจะไปอยู่ตามหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โดยสำนักข่าวหลัก ๆ มักไม่ค่อยรายงาน แต่การที่เขารวบรวมมาไว้ในที่เดียวกัน คงจะช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยได้บ้าง เพราะมีคนมาตามอ่านพอสมควร
"คนต่างชาติพูดถึงน้ำใจของคนไทยไว้มากมาย เขาไม่เคยเจอ แต่คนไทยเราบางทีกลับไม่ค่อยซาบซึ้งกับน้ำใจของพวกเรากันเองมากนัก แปลกดีเหมือนกัน”
สำหรับเรื่องที่ว่าจบแล้วจะทำอะไรต่อนั้น ตฤณเผยว่า เขาอยากเขียนเป็นบันทึกไว้ หากแต่ไม่แน่ใจว่าจะมีใครเอาไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ที่อยากทำมากกว่าเขียนบันทึกคืออยากให้ประเทศไทยมีระบบข้อมูลสำหรับเหตุพิบัติภัยที่มีผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ทั้งภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุร้ายแรง การก่อการร้าย
“เราไม่ควรจะดีใจหากได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศด้านการจัดการวิกฤติการณ์ เราควรจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง หากเรามีแผนสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน มีแผนสำรองต่าง ๆ มีการซักซ้อม แม้ว่าจะไม่มีใครมาชื่นชม
“ผมเชื่อว่าอาสาสมัครผู้ที่เข้ามาช่วยเหลืองานบรรเทาพิบัติภัยสึนามิมากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครเห็นความเดือดร้อนของผู้คนแล้วทนดูอยู่เฉย ๆ ได้ นี่คือน้ำใจของคนไทยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเราที่น่าจะภูมิใจ แต่ไม่ว่าจะมีใครเห็นสิ่งที่เราทำหรือมีใครมายกย่องหรือไม่ เราก็น่าจะภูมิใจและมีความสุขในสิ่งที่แต่ละคนได้ทำแล้ว บางทีคนที่อยู่เงียบที่สุดอาจจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดก็ได้
“ในภาวะวิกฤตินั้น อาจจะมีความไม่เข้าใจกันอยู่บ้าง อาจจะมีการเหยียบเท้ากันหรือล้ำเส้นกันบ้าง แต่หากเราหนักแน่นเพียงพอ ก็น่าจะยึดวัตถุประสงค์ที่เรามาช่วยงานสึนามิว่าเรามาช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนมากกว่าจะมานั่งสงสัยว่าทำไมเราทำเหนื่อยแทบตายกลับไม่มีใครเห็น ทีคนอื่นไม่เห็นได้ทำอะไรแต่ออกทีวีบ่อยมาก หรืออะไรทำนองนั้น
“บางทีการที่คนอื่นมองไม่เห็นสิ่งที่เราทำนั้น อาจเป็นเพราะมันยังไม่ดีพอ หรือไม่มีผลในวงกว้างพอก็ได้ ดังนั้นแทนที่จะมานั่งท้อแท้เราก็ควรหาทางทำประโยชน์ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก การรวมตัวกันอาจจะสร้างพลังสร้างงานที่มีค่า มีความซับซ้อน มีประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้นดีกว่าตัวคนเดียว..เก่งคนเดียว..เหนื่อยคนเดียว งานที่ผมทำก็ประสบความสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของหลายคน ออกชื่อไม่หมด งานที่ซับซ้อนขนาดนี้ ไม่มีทางทำได้ด้วยตัวคนเดียว บางคนเหนื่อยมาก บางคนเหนื่อยน้อย ไม่เห็นเป็นไรเลย งานเสร็จแล้วได้ผลดี ก็น่าจะดีใจกันทุกคน งานบรรเทาทุกข์มีเป้าหมายอยู่ที่คนที่มีทุกข์ ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ภาพลักษณ์ชื่อเสียง
“การทำอะไรมากน้อยแค่ไหน ต่างคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว ตอนที่ต่างคนต่างลงทุนลงแรงมาช่วย ลางานกันมา ใช้เวลาพักร้อนของตนเอง ออกค่าใช้จ่ายเอง ก็ไม่มีใครร้องขอให้เรามาทำไม่ใช่หรือ? เราไม่ได้คาดหวังชื่อเสียง เงินทอง หรือการยกย่องจากสังคมเลยไม่ใช่หรือ? เรามาช่วยเพราะคิดว่าเราช่วยผู้เดือดร้อนได้บ้างเท่านั้นไม่ใช่หรือ? เรายอมเหนื่อยเพราะดีกว่านั่งดูทีวีโดยไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ?
"ดังนั้นแม้ว่าไม่มีใครมาเห็นหรือรับรู้สิ่งที่เราได้ช่วยได้ทำแต่งานของอาสาสมัครแต่ละคนก็มีค่าอยู่ในตัวเอง และตัวเราคนทำนั่นแหละที่รับรู้และเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งที่สุด สิ่งที่อาสมัครทำคือผลของสำนึกในความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว จงภูมิใจให้มาก ๆ
“ความผิดพลาดต่าง ๆ จากพิบัติภัยสึนามิ เราต้องเรียนรู้เอาไว้เป็นบทเรียน หวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแต่ถ้าหากโชคไม่ดีเกิดเหตุพิบัติภัยใหญ่ขึ้นอีก เราก็อย่าทำผิดพลาดซ้ำสองอีกเลย อย่าปล่อยให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากโดยที่เราไม่ได้เรียนรู้สาเหตุ หรือไม่ได้เตรียมการป้องกันอะไรไว้ ทำงานหนักโดยสูญเปล่า-มีความเขลาเท่าเดิม
“ผู้เสียชีวิตก็พ้นทุกข์ไปแล้ว ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องเผชิญโลกต่อไปงานบรรเทาทุกข์สึนามิยังไม่จบ ยังมีคนที่สูญเสีย ต้องการกำลังใจ ต้องการโอกาสใหม่ในชีวิตอีกมากมาย ในเมื่อตั้งใจช่วยมาตั้งแต่แรก ก็ช่วยให้ตลอดรอดฝั่งเถิดครับ เวลาเราพาคนข้ามแม่น้ำคงไม่ถีบเขาลงกลางแม่น้ำกระมัง
“จะไปส่งก็ส่งให้ถึงฝั่งนะครับ อย่าให้เป็นเรื่องของกระแสเพราะเรากำลังพูดถึงชีวิตของคนอยู่มันไม่เหมือนกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีเวลาอารมณ์เปลี่ยนไป งานบางอย่างก็อาจจะเกินกำลังของอาสาสมัครแต่ละคน ดังนั้นการรวมกลุ่มกันไว้ จะสร้างพลังเอาชนะข้อจำกัดของบุคคลได้”






Post new comment